ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search

Latest topics
» เป็นอาการตอนนอนหลับ
Fri Sep 30, 2011 3:51 am by Admin

» ขออนุญาตนำ บทความเจาะกรรม รหัสนาม บุศบก และ เสด็จแม่ มาลงเจ้าค่ะ
Tue Sep 27, 2011 4:38 pm by Admin

» ขออนุญาตนำ บทความเจาะกรรม รหัสนาม รินทิป และ กินบ่เสี้ยง มาลงเจ้าค่ะ
Tue Sep 27, 2011 4:32 pm by Admin

» ขออนุญาตนำ บทความเจาะกรรม รหัสนาม หมูกบลา มาลงเจ้าค่ะ
Tue Sep 27, 2011 4:28 pm by Admin

» ขออนุญาตนำ บทความเจาะกรรม รหัสนาม ฤๅษีตาไฟ มาลงเจ้าค่ะ
Mon Sep 26, 2011 4:14 pm by Admin

» ไหว้พระ9วัดกรรมฐาน9กองวันที่ 9 เสริมความก้าวหน้าในชีวิต กับอ ก๋ง
Sat Sep 03, 2011 8:21 am by Admin

» อยากดูดวงจัง
Fri Aug 12, 2011 5:57 am by Arthitiya koomchai

» ปิดตำนาน สาริกาลิ้นทอง เลิกถ่ายพลังเมตตา หมดแล้วจริงๆ
Sun Aug 07, 2011 1:08 pm by Admin

» ~~~ ` • • ดู เนื้อคู่ โชคลาภ โดยใช้ ไข่ กับ ใบไม้ Free !!! • • ’ ~~~
Sat Jul 16, 2011 3:22 am by Admin

Affiliates
free forum


ไขปริศนา "อภิญญา" คืออะไร ?

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ไขปริศนา "อภิญญา" คืออะไร ?

ตั้งหัวข้อ  Admin on Tue Apr 12, 2011 6:27 am

วันนี้ำกำลังแก้คำผิด เจาะกรรม แล้วมีประโยคที่ เจ้าหน้าที่ในนรกบอกว่าจะไปนรกได้ ต้องมี อภิญญา 4 ค่ะ เลยอยากรู้ว่าคืออะไร เจอบทความนี้ดีมากค่ะ เข้าใจเรื่อง ฌาณ มากขึ้นด้วยเลยมาแบ่งปัน

ไขปริศนา "อภิญญา" คืออะไร ?

อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐาน
บางครั้ง อภิญญา ก็หมายถึง คุณสมบัติพิเศษของพระอริยบุคคล อันเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี 6 อย่าง ประกอบด้วย
1. อิทธิวิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหน เหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน เดินบนผิวน้ำ เรียกลมเรียกฝน
2. ทิพพโสต มีหูทิพย์ สามารถได้ยินชัดเจนไม่ว่าจะไกลแค่ไหน
3. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
5. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์มองเห็นไกลกว่าคนธรรมดาและมองเห็นในสิ่งลี้ลับเหนือโลก
6. อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะ (กิเลส) ให้สิ้นไป
อภิญญา 5 ข้อแรก เป็นของสาธารณะ (โลกียญาณ) หรือพระอริยบุคคลตั้งแต่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ส่วนข้อ 6 มีเฉพาะใน พระอรหันต์
หากมีโอกาสพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าเพิ่งคิดว่าผู้นั้นจะเป็น อริยบุคคล เพราะอาจไม่ไช่ก็ได้

อริยบุคคล แปลว่า บุคคลผู้ประเสริฐ, ผู้ไกลจากข้าศึก, ผู้หักกำล้อแห่ง “วัฏสงสาร” ได้แล้ว
อริยบุคคล สามารถแบ่งออกได้ 2 อย่างคือ
1. พระเสขะ คือพระผู้ยังค้องศึกษาไตรสิกขาเพิ่มขึ้นต่อไปจนกว่าจะสำเร็จมรรคผล
2. พระอเสขะ คือ พระผู้ศึกษาสำเร็จแล้ว เสร็จกิจการศึกษาแล้ว ไม่ต้องศึกษาอะไรต่อไปอีก
และ อริยบุคคล แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ
-พระโสดาบัน สามารถละสังโยชน์ได้ 3 ประการ ผู้ที่บรรลุธรรมนี้อาจเป็นฆราวาสหรือบรรพชิต
-พระสกิทาคามี ละสังโยชน์ได้ 3 ประการ แต่สามารถทำกิเลสให้เบาบางลงกว่าพระโสดาบัน
-พระอนาคามี ละสังโยชน์ได้ 5 ประการ
-พระอรหันต์ ละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ หลุดพ้นจากกิเลสและวัฏสงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด)

อริยบุคคล แบ่งออกเป็นประเภทย่อย ๆ มี 8 หรือ 4 คู่ ได้แก่
คู่ที่ 1 พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผล
คู่ที่ 2 พระผู้ตั้งอยู่ในสกิทาคามีมรรคและสกิทาคามีผล
คู่ที่ 3 พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามีมรรคและอนาคามีผล
คู่ที่ 4 พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคและอรหัตผล
การทำให้ไปสู่การเป็น อริยบุคคล จะต้องอาศัย ปัญญา พิจารณาเพื่อลดละกิเลส ลดละความโลภ ความโกรธ ความหลง
ปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วอย่างถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ รู้สิ่งที่ควรทำควรเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกำดับศรัทธาให้มีเหตุผลและไม่หลงเชื่ออย่างงมงาย
การเกิดปัญญาทำได้ 3 วิธี ประกอบด้วย
1. โดยการสดับรับฟัง การศึกษาเล่าเรียน (สุตมยปัญญา)
2. โดยการคิดค้น การตรึกตรอง (จินตามยปัญญา)
3. โดยการอบรมจิต การเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา)
(ปัญญา ที่เป็นระดับ อธิปัญญา คือปัญญาอย่างสูง จัดเป็น สิกขา ข้อหนึ่งในสิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา คือ อธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา)

กรรมฐาน หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนาหรือวิธีใช้ในการฝึกอบรมขัดเกลาจิตหรืออุบายหรือกลวิธีเหนี่ยวนำให้เกิดสมาธิ
กรรมฐาน เป็นสิ่งที่จิตกำหนดเพื่อให้เกิดความสงบ ไม่เตลิดลอยฟุ้งซ่านอย่างไร้จุดหมาย
กรรมฐาน 40 เป็นอุบาย 40 วิธี ที่ใช้ฝึกจิตให้เกิดสมาธิ คือสิ่งที่เอามาให้จิตกำหนด เพื่อชักนำให้เกิดสมาธิ พอจิตกำหนดจับสิ่งนี้แล้ว จะชักนำให้เกิดความแน่วแน่อยู่กับสิ่งนี้จนเป็นสมาธิได้มั่นคงและเร็วที่สุด ในคัมภีร์ อรรถกถาและปกรณ์ ได้รวบรวมกรรมฐานไว้ 40 อย่าง ประกอบด้วย
กสิณ 10 แปลว่า วัตถุอันจูงใจหรือวัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ เป็นวิธีใช้วัตถุภายนอกเข้าช่วย โดยการเพ่งเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง มี 10 อย่าง คือ
กสิณ 4 ได้แก่ ปฐวีกสิณ (ดิน) อาโปกสิณ (น้ำ) เตโชกสิณ (ไฟ) วาโยกสิณ (ลม)
วรรณกสิณ 4 ได้แก่ นีลกสิณ (สีเขียว) ปีตกสิณ โลหิตกสิณ (สีแดง) โอทาตกสิณ
กสิณแบบอื่น ๆ ได้แก่ อาโลกกสิณ อากาสกสิณ เป็นต้น
อสุภะ 10 คือ การพิจารณาซากศพในระยะต่าง ๆ รวมกัน 10 ระยะ ตั้งแต่หมดลมหายใจ ขึ้นอืด น้ำเหลืองน้ำหนองไหล เนื้อหนังเปื่อยยุ่ยจนเหลือแต่โครงกระดูก
อนุสติ 10 คือ อารมณ์ดีงามที่ควรระลึกถึงเนือง ๆ ได้แก่ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ มรณสติ กายคตาสติ อานาปานสติ อุปสมานุสติ
อัปปนัญญา 4 คือ ธรรมที่พึงแผ่ไปในมนุษย์ สัตว์โลกทั้งหลายอย่างมีจิตใจสม่ำเสมอทั่วกันไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต หรือเรียกอีกอย่างว่า พรหมวิหาร 4 ได้แก่
1. เมตตา คือ ปรารถนาดี มีไมตรีอยากให้มนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย มีความสุขทั่วหน้า
2. กรุณา คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์
3. มุฑิตา คือ พลอยมีใจแช่มชื่นบาน เมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข และเจริญงอกงาม ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป
4. อุเบกขา คือ วางจิตเรียบสงบ สม่ำเสมอ เที่ยงตรงดุจตาชั่ง มองเห็นมนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย ได้รับผลดีร้าย ตามเหตุปัจจัยที่ประกอบ ไม่เอนเอียงไปด้วยชอบหรือชัง

อาหาเร ปฏิกูลสัญญา กำหนดหมายความเป็นปฏิกูลในอาหาร

จตุธาตุววัฏฐาน กำหนดพิจารณาธาตุ 4 คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตน โดยสักว่าเป็นธาตุ 4 แต่ละอย่างๆ
อรูป 4 กำหนดสภาวะที่เป็นอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เพ่งกสิณ 9 อย่างแรก จนได้จตุตถฌานมาแล้ว กรรมฐานแบบอรูป มี 4 อย่าง คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

เมื่อเจริญภาวนาจนเกิดปัญญาขั้นสูงสุดแล้วก็จะบรรลุมรรคผลสำเร็จเป็น พระอรหันต์

สำหรับบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายหากสามารถบำเพ็ญเพียรภาวนาไม่ว่าจะยึดแนวทางใด หากละกิเลสได้แล้วก็ถือว่าเป็น "พระอริยสงฆ์" หรือ "พระอริยบุคคล" ที่น่าเคารพศรัทธา ส่วนจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือไม่ขึ้นอยู่กับการสำเร็จมรรคผลขั้นใดและแนวทางการฝึกจิตบำเพ็ญเพียรบางท่านอาจแสดงอิทธิฤทธิ์ได้แต่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ก็มี บางท่านไม่มีอิทธิฤทธิ์แต่เป็นพระอรหันต์ก็มีเช่นเดียวกัน

ปาฏิหาริย์2009 [You must be registered and logged in to see this link.]
avatar
Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 168
Join date : 14/03/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว http://a-gonk.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไขปริศนา "อภิญญา" คืออะไร ?

ตั้งหัวข้อ  Admin on Tue Apr 12, 2011 6:47 am

สมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน, ฌาน, ญาณ, อภิญญา

สมถะ แปลว่า ความสงบ กาย วาจา ใจ วิปัสสนา แปลว่า การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง กรรมฐาน คือ การกระทำตั้งมั่นอยู่ สมถะวิปัสสนากรรมฐาน คือ การกระทำตั้งมั่นอยู่เพื่อเกิดความสงบทาง กาย วาจา ใจ เป็นการทำปัญญาให้เห็นแจ้ง

ฌาน ญาณ อภิญญา
ฌาน

ฌาน คือ การหยั่งรู้หรือการเพ่งในองค์กรรมฐาน ฌานนั้นมี 4 รูปฌาน และ 4 อรูปฌาน รวมกันเราเรียกว่า สมาบัติ 8 และอุปสรรคขวางกั้นฌานคือ นิวรณ์ 5

พระพุทธเจ้าสอนให้เราเริ่มจากทาน คือรู้จักการให้ เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนี่ยวหรือละความโลภก่อน แล้วจึงมาถึงศีลคือ การไม่เบียดเบียนกัน สมาธิคือการฝึกจิตตั้งมั่นในการบำเพ็ญเพียรภาวนาจนเกิดฌาน คือ การหยั่งรู้ แล้วจะเกิดฌาน คือ ปัญญานั่นเอง อย่างที่เราเรียกว่า ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา

ฌานนั้นมี 4 รูปฌาน และ 4 อรูปฌาน

ฌานหนึ่งหรือปฐมฌาน มีองค์ประกอบ 5 อย่างคือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตารมณ์

วิตก : คือ ยังภาวนาพุทโธอยู่

วิจาร : คือ การคิดว่าพุทหายใจเข้า โธหายใจออก

ปิติ : มีอาการ 5 อย่างคือ ขนลุก น้ำตาไหล ตัวโยก ตัวลอย ตัวขยายใหญ่ขึ้น (อาจมีเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง)

สุข : จิตที่อิ่มในอารมณ์

เอกัคคตารมณ์ : จิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน

ฌานสองหรือ ทุติยฌาน จะมีเพียงแค่ ปิติ สุข และเอกัคคตารมณ์

ฌานสามหรือ ตติยฌาน จะมีเหลือเพียง สุข กับ เอกัคคตารมณ์

ฌานสี่หรือ จตุตถฌาน คนเราส่วนมากมักจะติดอยู่ในฌานสาม จะมีแต่สุขกับเอกัคคตารมณ์ หรือจิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เมื่อสุขแล้วก็ไม่อยากคิดอะไร จึงติดอยู่ในสุขไปไหนไม่ได้ ฌานหนึ่งถึงฌานสามเรียกว่าสมถะกรรมฐาน คือ ความสงบในกาย วาจา ใจ ถือเป็นสมถะกรรมฐาน เราต้องใช้วิปัสสนาด้วย วิปัสสนาคือ การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง เมื่อจิตสงบอยู่ในฌานสาม ให้รีบพิจารณา พิจารณาอะไร พิจารณาพระไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา

ลักษณะ 3 อย่าง คือถ้าเรานั่งสมาธิไปนานๆ มันจะเกิดความปวดเมื่อย ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เราเรียกว่า ทุกขัง คือ ภาวะที่ทนได้ยาก อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง เราจะนั่งอยู่อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน ทั้งเดือน คงจะไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนแปลงจากนั่งเป็นยืน เดิน นอน การเปลี่ยนแปลงนี้เราเรียกว่า อนิจจัง ความไม่เที่ยง

อนัตตา คือ กายนี้ไม่ใช่ของเรา ถ้าเป็นของเรา เราจะต้องไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่แก่ ไม่เฒ่า เพราะกายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นอนัตตา ตัวไม่ใช่ตนของเรา ความตายไม่มีใครหนีไปได้

พระพุทธเจ้าทรงถามพระอานนท์ว่า อานนท์เธอคิดถึงความตายอย่างไร พระอานนท์ตอบว่า คิดถึงทุกวันเลยพระองค์ท่าน พระพุทธเจ้าก็ทรงเฉย พระอานนท์ก็ตอบอีกว่า คิดถึงวันละ 3 เวลาเลยพระองค์ท่าน พระพุทธเจ้าทรงส่ายพระพักตร์ ตรัสว่า เธอควรคิดถึงความตาย ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อความไม่ประมาท

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า เราหนีความตายไปไม่พ้น ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง แล้วเราจะโลภ จะโกรธ จะหลงไปทำไม เมื่อจิตไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่อยาก ก็จะเข้าสู่อุเบกขา คือการวางเฉย ในฌานสี่ มีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่างคือ อุเบกขา และเอกัคคตารมณ์

ฌานห้าหรืออรูปฌานหนึ่ง เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ ฌานที่ไม่มีรูป สังขาร ร่างเหมือนอากาศที่ว่างเปล่า เมื่อได้ฌานสี่หรือจตุตฌาน เราสามารถถอดกายได้ วิธีการถอดกายอย่าถอดกายออกจากฐานกระหม่อมเบื้องบน เพราะถ้ากายทิพย์ลอยออกจากกระหม่อม เราก้มลงมาเห็นกายหยาบนั่งอยู่จะตกลงมาทันที ให้พยายามถอดกายออกจากด้านข้าง หรือทางด้านหน้า ถอดออกแล้วอย่าไปไหน ให้พยายามมองดูตัวเองที่นั่งสมาธิอยู่ มองดูกายหยาบจนเห็นชัด เห็นแล้วให้รีบพิจารณาอสุภกรรมฐาน มองดูตั้งแต่ เส้นผม หนังศีรษะ กะโหลก มันสมอง เส้นขน ผิว หนัง เนื้อ กระดูก ซี่โครง หัวใจ ตับไต ไส้พุง มองพิจารณาให้เห็นเป็นอสุภกรรมฐาน มองจนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไป เรียกว่า ฌานห้าหรืออรูปฌานหนึ่ง

ฌานหกหรืออรูปฌานสอง เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ ให้พยายามมองดูที่ดวงจิตที่ใส เหมือนดวงแก้ว มองจนดวงจิตนั้นหายไปเรียกว่า วิญญานัญจายตนะ ไม่มีวิญญาณ

ฌานเจ็ดหรืออรูปฌานสาม เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ ให้มองที่กาย มองดูที่จิตพร้อมกันทั้งสองอย่างมองจนกระทั่งหายไปทั้งกายและดวงจิต เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ ไม่มีกาย ไม่มีจิต

ฌานแปดหรืออรูปฌานสี่ เรียกว่า เนวะสัญญานาสัญญายตนะ กายทิพย์นั้นจะกลับเข้าสู่ร่างเดิม แต่จะชาหมด ลมหายใจเหลือแผ่วๆ เบามากจนแทบไม่มีการหายใจ ไม่รับรู้อะไรทั้งหมด ชาไร้ความรู้สึกเหมือนท่อนไม้

เมื่อเราได้ฌานแปดหรือสมาบัติแปด ญาณหรือปัญญาจะเกิด ญาณนั้นมี 7 อย่าง บางคนอาจจะไม่ได้ถึงฌานแปด อาจจะได้ฌานหนึ่ง สอง หรือสาม ก็สามารถเกิดญาณหรือปัญญาได้ หรือบางคนอาจจะไม่ได้ฝึกสมาธิเลยก็มีญาณเกิดขึ้นได้ ถือว่าเป็นฌานหรือตัวรู้ ที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน เช่น เราอาจจะเคยพบคนที่สามารถรู้อะไรว่าจะเกิดล่วงหน้า และก็เกิดตามที่คิดนึกรู้นั้น บางคนเรียกว่า ลางสังหร ความจริงแล้วเป็นญาณอย่างหนึ่ง เรียกว่า อนาคตตังญาณ คือปัญญาที่จะรู้เหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ญาณ

ญาณ มี 7 อย่างคือ
บุเพนิวาสานุสสติญาณ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติในอดีตของคนหรือสัตว์ได้
จุตูปปาตญาณ ปัญญาที่รู้ว่าคนหรือสัตว์ก่อนจะมาเกิดเป็นอะไรมาก่อน เมื่อตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร
เจโตปริยญาณ ปัญญาที่รู้ใจคน รู้อารมณ์ความคิดจิตใจของคนและสัตว์
อตีตังสญาณ ปัญญาที่รู้เรื่องในอดีต เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว ทั้งในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ของคนและสัตว์
ปัจจุปปันนังสญาณ ปัญญาที่รู้เรื่องในปัจจุบันว่าขณะนี้ใครทำอะไรอยู่ และมีสภาพอย่างไร
อนาคตตังสญาณ ปัญญาที่รู้เรื่องในการต่อไปว่า คน สัตว์ สรรพวัตถุ เหล่านี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร รู้ได้ตามภาพที่ปรากฏ ถ้าภาพที่ปรากฏไม่ชัดเจน ก็อธิษฐานถามก็จะรู้ชัดและไม่ผิด
ยถากัมมุตญาณ ปัญญาที่รู้ผลกรรม คือ รู้ว่าคนเราที่ทุกข์หรือสุขทุกวันนี้ ทำกรรมอะไรมาในอดีตชาติ และปัจจุบันชาติจึงเป็นเช่นนี้ และจะแก้ไขได้หรือไม่ประการใด
อภิญญา

อภิญญา แปลว่า ความรู้อย่างยิ่งสูงกว่า ญาณมี 6 อย่าง

เมื่อเราฝึกการใช้ฌาณทั้ง 7 จนคล่องแคล่วชำนาญดีแล้ว อภิญญาจะค่อยๆ เกิดตามมา อภิญญาทั้ง 6 ได่แก่
อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น อยู่ยงคงกระพัน ล่องหนหายตัว ย่นระยะทางได้ เหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน เดินบนผิวน้ำ หรือเดินลงไปในน้ำได้
ทิพยโสต มีหูทิพย์ สามารถฟังเสียงในที่ไกลหรือเสียงอมนุษย์ ได้ยินเสียงสัตว์ เสียงเทพ เสียงพรหม รู้เรื่อง
จุตูปปาตญาณ รู้การตายและการเกิดของคนและสัตว์ แต่รู้หมดทุกภพทุกชาติ ถ้าฌาณธรรมดาจะรู้เพียง 4-5 ชาติ แต่อภิญญารู้หมดทุกภพทุกชาติ
เจโตปริยญาณ รู้วาระจิต รู้ความคิดในใจของคนและสัตว์ได้
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่างๆ ของคนหรือสัตว์ได้ทุกภพทุกชาติ
อาสวักขยญาณ ปัญญาที่ขจัดอาสวกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไป อภิญญาข้อนี้เองจะเป็นหนทางให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

[You must be registered and logged in to see this link.]

_________

โห.... อ.ไปขั้นไหนแล้วก็ไม่รู้อะ ฌาณ 5 6 7 8 คะเนี่ย

ต้องฝึกต่อแล้ว สู้ต่อไปไอมดแดง!!
avatar
Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 168
Join date : 14/03/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว http://a-gonk.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไขปริศนา "อภิญญา" คืออะไร ?

ตั้งหัวข้อ  Admin on Thu Apr 14, 2011 4:54 am

สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่
1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่
6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส
พระสกทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงด้วย
พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อต้นได้หมด
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ
avatar
Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 168
Join date : 14/03/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว http://a-gonk.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ